วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ทรัพยากรในการบริหาร

💗 ทรัพยากรในการบริหาร

**การจัดการหรือการบริหารกิจการต่างๆ จำเป็นต้องมีทรัพยากรอันเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการจัดการโดยทั่วไปถือว่าทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสำคัญของการจัดการ มีอยู่ 4 ประการ ซึ่งรู้จักกันในนามของ 4 M ได้แก่

        1. คน (Man) เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมขององค์การนั้นๆ

        2. เงิน (Money) ใช้สำหรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

        3. วัสดุสิ่งของ (Material) อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งอาคารสถานที่

        4. การจัดการ ( Management) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ 

**ในด้านธุรกิจเอกชนหรือการจัดการธุรกิจ ได้กล่าวถึงปัจจัยการจัดการไว้ว่ามี 6 M โดยเพิ่มเรื่องตลาดจำหน่ายสินค้าและเครื่องจักรกล แต่ในปัจจุบันปัจจัยของการจัดการยุคใหม่ มีกล่าวไว้ถึง 8 ประการหรือ 8M โดยเพิ่มปัจจัยอีก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านวิธีการทำงานและปัจจัยด้านเวลา มีรายละเอียด ดังนี้

          1. คน (Man) เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมขององค์การนั้นๆ

         2. เงิน (Money) ใช้สำหรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

        3. วัสดุสิ่งของ (Material) อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งอาคารสถานที่

        4. การจัดการ ( Management) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ 

        5. ตลาด (Market) เป็นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าและบริการ

        6. เครื่องจักรกล ( Machine) ใช้สำหรับผลิตสินค้าและบริการ

        7. วิธีการทำงาน (Method) หมายถึง วิธีขั้นตอนในการทำงาน

        8. เวลา (Minute) เวลาในการดำเนินงาน

***************************************************************************


วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ส่วนผสมทางการตลาดสมัยใหม่

*** ส่วนผสมทางการตลาดสมัยใหม่ ***

     ส่วนประสมทางการตลาด ( Marketing  Mix )ของธุรกิจทั่วไปประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์  product)  ราคา        ( price )  การจัดจำหน่าย ( Place )  และการส่งเสริมการตลาด ( promotion ) หรือที่เรียกว่า  4 P’s  แต่ถ้าเป็นธุรกิจบริการจะมีส่วนประสมทางการตลาดเพิ่มขึ้นคือพนักงาน ( people )กระบวนการให้บริการ ( process )  และสิ่งต่าง ๆภายในสำนักงาน ( physical  evidence )  รวมเรียกว่า 7P’s  ทั้งนี้  เมื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน  พบว่า P  ทั้ง 7 P’s    นั้นไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน  เนื่องจากการประกอบธุรกิจในปัจจุบันนั้นต้องเข้าไป  เกี่ยวข้องกับชุมชน  สังคม  การเมือง  ทำให้ธุรกิจต้องคำนึงถึง  P  อีก 2 P’s  ซึ่งได้แก่  สาธารณชน  ( public )  และการเมือง  ( political )
                โดยมีรายละเอียดของส่วนประสมทางการตลาด  ดังนี้
1.             ผลิตภัณฑ์ (product)  ซึ่งได้แก่สินค้า (good)และบริการ(service)  ที่ธุรกิจพัฒนาขึ้นเพื่อ
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังรวมไปถึง ตราสินค้า (brand)  การบรรจุหีบห่อ(packaging)  การรับประกัน (guarantee)   คุณภาพผลิตภัณฑ์ (quality) 
2.             ราคา (price) หมายถึง  จำนวนเงินที่ลูกค้าต้องชำระให้กับผู้ขายเพื่อให้ได้รับสินค้าและ
บริการ  โดยธุรกิจต้องกำหนดราคาให้อยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถซื้อได้
3.             การจัดจำหน่าย (place)  หมายถึง  การจัดการเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการ
ซื้อสินค้าของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มีความสะดวกสบายสูงสุดด้วยการนำสินค้าและบริการไป                ส่งมอบให้กับลูกค้าภายในเวลาที่ลูกค้าต้องการ
4.             การส่งเสริมการตลาด (promotion)  หมายถึง  การกำหนดแนวทางในการสื่อสารไปยัง
ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกี่ยวกับสินค้าและบริการ  ราคา และข้อมูลอื่น ๆ  ของสินค้าและบริการ  โดย    มุ่งหมายให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ  ด้วยการประสมประสานส่วนประสมการส่งเสริมตลาด  ซึ่งได้แก่  การโฆษณา  การประชาสัมพันธ์  การส่งเสริมการขาย  การตลาดทางตรงและการใช้พนักงานขาย
                5.  พนักงาน (people)  หมายถึง  การจัดการบริการอย่างมีประสิทธิภาพด้วยบุคลากรของกิจการโดยเริ่มตั้งแต่การสรรหาคัดเลือก  การพัฒนาและฝึกอบรม  รวมไปถึงการจูงใจและปลูกฝังลักษณะที่จำเป็นต่อการให้บริการ  เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการให้มากที่สุด  ได้แก่  ด้านทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า  การทักทายลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ  การขอบคุณลูกค้าหรือผู้ใช้บริการทุกครั้งที่มาใช้บริการ
                6.  กระบวนการ (process)  หมายถึง  การวางระบบและออกแบบให้มีขั้นตอนที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการมากที่สุด  ลดขั้นตอนที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรอนาน  จัดระบบการไหลของการให้บริการ (service  flow)  ให้มีอุปสรรคน้อยที่สุด  เนื่องจากการรอคอยการให้บริการนาน ๆ  อาจทำให้เกิดความไม่พึงพอใจได้  โดยยึดแนวคิด One  Stop  Service ให้ลูกค้าอยู่ที่จุดเดียวคือ  บริเวณด้านหน้าเคาน์เตอร์  และให้บริการลูกค้าตามแนวคิดว่า  ลูกค้าคือคนที่เรารัก รวมทั้งการพัฒนา  SOS  หรือ Standard  of  Service  นั่นคือ  มาตรฐานในการให้บริการ  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
                7.  สิ่งอำนวยความสะดวกในสำนักงาน (physical  evidence)  หมายถึง  การออกแบบวางผังสำนักงาน  อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในสำนักงาน  การจัดวางโต๊ะทำงาน  เฟอร์นิเจอร์ภายในสำนักงาน กระถางต้นไม้ ฯลฯ  ให้เรียบร้อยเป็นระเบียบที่เหมาะสมกับลักษณะของบริษัท ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการจะรับรู้และเข้าใจภาพลักษณ์การให้บริการของกิจการจากสิ่งเหล่านี้
                8.  สาธารณชน (public)  หมายถึงกลุ่มประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ  ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯโดยบริษัทต้องคำนึงถึงความอยู่ดีกินดีของสาธารณชนและความปลอดภัยในชีวิต  ทรัพย์สิน  สุขภาพของสาธารณชน   หากบริษัทฯละเลยหรือมองข้ามจะทำให้เกิดการต่อต้านจากสาธารณชน  และอาจทำให้ลูกค้าโดยทั่วไปร่วมกันไม่ใช้สินค้าของบริษัท  ดังนั้นนักการตลาดจึงต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสาธารณชนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของทุกบริษัท   เพื่อลดแรงต่อต้านจากสาธารณชน  และเพิ่มการสนับสนุนบริษัท
                9.  การเมือง (political) หมายถึง  การเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งอาจเป็นกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ  แม้ว่าปัจจัยด้านการเมืองจะถูกกำหนดให้เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกของการดำเนินธุรกิจ  แต่บริษัทต้องให้ความสำคัญและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเมืองด้วย

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ความหมายของการวิจัยตลาด

 

การวิจัยตลาดมีลักษณะและกรรมวิธีเหมือนๆกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์โดยทั่วๆไปจะแตกต่างกันก็เฉพาะในเรื่องของเนื้อหาสาระทีทำวิจัยเท่านั้น มีท่านผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิจัยตลาดได้ให้ความหมาย ไว้ดังนี้

1. อาจารย์วีระ  บุญญานุรักษ์  การวิจัยตลาดหมายถึง การนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการแก้ปัญหาทางด้านการตลาด

2. อาจารย์ประยูร  บุญประเสริฐ  การวิจัยตลาด หมายถึง การนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสังเกต ทดลอง บันทึกและสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับตัวผู้บริโภคและสภาพความเป็นไปของตลาด

3. Peter D. Bennet กล่าวว่า  การวิจัยตลาด หมายถึง กิจกรรมที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ลูกค้าและสาธารณชนกับนักการตลาดให้เข้าถึงกันโดยผ่านทางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการค้นหาปัญหาทางการตลาดและโอกาสทางการตลาดการประมวล การกลั่นกรอง การประเมินผลการดำเนินงานทางด้านการตลาดและถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงความเข้าใจในเรื่องกระบวนการทางตลาด

4. Philip Kotler กล่าวว่า การวิจัยตลาด หมายถึง การออกแบบ การเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ และการรายงานข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยผลสรุปที่ได้จากการวิจัยจะเป็นประเด็นเฉพาะสถานะการณ์ทางการตลาดที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่

5. สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า การวิจัยตลาดเป็นการรวบรวม การจดบันทึกและการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ ทางด้านการตลาด อย่างมีระบบแบบแผน ทั้งนี้ เพื่อช่วยฝ่ายบริหารในการแก้ปัญหา หาโอกาสทางการตลาด และการตัดสินใจหาข้อสรุปทางการตลาด

6. เป็นการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการรวบรวมบันทึก และวิเคราะห์ ข้อมูลอย่างมีระบบเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับตลาด

7. เป็นการสำรวจ ทดลอง สังเกต แล้วทำการบันทึก รวบรวมเพื่อเอามาวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด ผู้บริโภคอย่างถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ

8. การรวบรวมการจดบันทึก และการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด อย่างมีระบบ

9. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์วิจัยความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่มีความสัมพันธ์กับการตลาด อันนำมาซึ่งข้อเสนอแนะที่จะช่วยแก้ปัญหาทางการตลาดที่เกิดขึ้น

10. การค้นหาและการศึกษาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับปัญหาทางการตลาดอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน

              จากความหมายของการวิจัยตลาด พิจารณาเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก ซึ่งอาจสามารถสรุปได้ดังนี้คือ

                1. เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ

                2. เป็นการศึกษา สนใจในเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหาในเรื่องการตลาด สินค้าหรือบริการ

                3. ประกอบด้วยกระบวนการค้นคิด วิเคราะห์สังเคราะห์อย่างเป็นระบบ ได้แก่ การรวบรวม การบันทึกข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการที่น่าเชื่อถือ

                4. มุ่งหวังที่จะล่วงรู้ความต้องการในจิตใจของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย หรือตลาดเป้าหมาย (Target  Marketing)  เพื่อการวางแผนและตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งทางการตลาด

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ความหมายขององค์การ


มีนักวิชาการได้ให้ความหมายขององค์การไว้ ดังนี้

        แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) กล่าวว่า องค์การ หมายถึง หน่วยสังคมหรือหน่วยงานซึ่งมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง

        เชสเตอร์ บาร์นาร์ด กล่าวว่า องค์การ หมายถึง ความร่วมมือกันระหว่างบุคคลหลายคนซึ่งมีความตั้งใจจริงที่จะร่วมกันดำเนินกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์

       แทลคอตต์ พาร์สัน กล่าวว่า องค์การ หมายถึง บรรดาระบบประสานสัมพันธ์ร่วมมือกันทำงานทุกชีวิตของมนุษย์

      เอมิไท เอตชิโอนิ (Amitai Etzioni) กล่าวว่า องค์การ หมายถึง สังคมหรือหน่วยคนที่ตั้งขึ้นอย่างจงใจ เพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่ง

      ธงชัย สันติวงษ์ กล่าวว่า องค์การคือการจัดระเบียบกิจกรรมให้เป็นกลุ่มก้อนเข้ารูปและการมอบหมายงายให้คนปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของงานที่ตั้งไว้

      ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ กล่าวว่า องค์การคือ กระบานการที่กำหนดกฎ ระเบียบ แบบแผนในการปฏิบัติงานขององค์การซึ่งรวมถึงวิธีการทำงานรวมกันเป็นกลุ่ม

      สมบูรณ์ ศรีสุพรรณดิษฐ์ ได้เสนอความหมายขององค์การไว้ว่า เป็นระบบประสานกิจการของกลุ่มคนซึ่งร่วมงานกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรวมภายใต้การสั่งการและความเป็นผู้นำ

      สมคิด บางโม กล่าวว่า องค์การ หมายถึง กลุ่มบุคคลหลายๆคนรวมกลุ่มกันอย่างถาวร มีการจัดระเบียบภายในกลุ่มเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละคน

       จากความหมายขององค์การระดับต่างๆ ที่กล่าวทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า องค์การ คือ กลุ่มบุคคลที่มาปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้งานดำเนินไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ โดยมีระบบของการประสานงานอย่างเหมาะสม
******************************************************************************

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ข้อสอบวิชาหลักการตลาดเรื่องความรู้พื้นฐานทางการตลาด

แบบทดสอบความรู้ออนไลน์ แบบทดสอบวิทยาลัยเทคโนโลยีวิมล ศรีย่าน
1. วิวัฒนาการทางการตลาดเริ่มต้นจากอะไร
มนุษย์ต้องการแสวงหาอาหารเอง
มนุษย์ต้องการเลียนแบบธรรมชาติ
มนุษย์เรียนรู้การผลิตแบบง่ายๆ
มนุษย์มีความต้องการเท่ากัน

2. ระบบการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
มนุษย์มีความถนัดในการผลิตแตกต่างกัน
มนุษย์มีการติดต่อสื่อสาร
มนุษย์ยอมรับในความสามารถของผู้อื่น
มนุษย์ยอมรับในธรรมชาติ

3. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประสมทางการตลาด
Place
Price
Promotion
Plan

4. ข้อใดเป็นอรรถประโยชน์ด้านรูปร่าง
ไวน์
บ้านจัดสรร
รถยนต์
ลิ้นจี่กระป๋อง

5. การขายประกันชีวิต การขายเครื่องหนัง นิยมใช้แนวความคิดข้อใด
มุ่งเน้นสังคม
มุ่งเน้นการขาย
มุ่งเน้นการผลิต
มุ่งเน้นการตลาด

6. สิ่งแวดล้อมภายในที่เป็นปัจจัยการตลาด คืออะไร
ส่วนประสมทางการตลาด
การบริหารการตลาด
กลยุทธ์ทางการตลาด
การส่งเสริมการตลาด

7. สิ่งแวดล้อมภายนอก คือข้อใด
ผลิตภัณฑ์
ราคา
คู่แข่งขัน
การโฆษณา

8. การขาดแคลนวัตถุดิบ ถือเป็นปัจจัยทางด้านใด
สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
สิ่งแวดล้อมด้านประชากรศาสตร์
สิ่งแวดล้อมด้านเทคโนโลยี
สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ

9. ข้อใดเป็นส่วนประสมทางการตลาดที่ไอโฟนสามารถทำตลาดได้เหนือกว่าคู่แข่งขัน
ราคาที่จำหน่าย
ตราสินค้า
บริการหลังการขาย
สถานที่จัดจำหน่าย

10. ข้อใดเป็นการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทางการตลาด (SWOT)
Through
Oriented
Social
Weakness

ผลคะแนน =