หน่วยที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพในองค์การ
https://drive.google.com/file/d/137pogf0GLHPuhR69pgPQXdr_-azIfarq/view?usp=sharing
หน่วยที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพในองค์การ
https://drive.google.com/file/d/137pogf0GLHPuhR69pgPQXdr_-azIfarq/view?usp=sharing
วิชาองค์การและการบริหารงานคุณภาพ
หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับองค์การและการบริหารงานคุณภาพ
** การจัดการหรือการบริหารกิจการต่างๆ จำเป็นต้องมีทรัพยากรอันเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการจัดการโดยทั่วไปถือว่าทรัพยากรที่เป็น ปัจจัยสำคัญของการจัดการ มีอยู่ 4 ประการ ซึ่งรู้จักกันในนามของ 4 M ได้แก่
1. คน (Man) เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมขององค์การนั้นๆ
2. เงิน (Money) ใช้สำหรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
3. วัสดุสิ่งของ (Material) อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งอาคารสถานที่
4. การจัดการ ( Management) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ
** ในด้านธุรกิจเอกชนหรือการจัดการธุรกิจ ได้กล่าวถึงปัจจัยการจัดการไว้ว่ามี 6 M โดยเพ่ิมเรื่องตลาดจำหน่ายสินค้าและเครื่องจักรกล แต่ในปัจจุบันปัจจัยของการจัดการยุคใหม่ มีกล่าวไว้ถึง 8 ประการหรือ 8M โดยเพิ่มปัจจัยอีก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านวิธีการทำงานและปัจจัยด้านเวลา มีรายละเอียด ดังนี้
1. คน (Man) เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมขององค์การนั้นๆ
2. เงิน (Money) ใช้สำหรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
3. วัสดุสิ่งของ (Material) อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งอาคารสถานที่
4. การจัดการ ( Management) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ
5. ตลาด (Market) เป็นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าและบริการ
6. เครื่องจักรกล ( Machine) ใช้สำหรับผลิตสินค้าและบริการ
7. วิธีการทำงาน (Method) หมายถึง วิธีขั้นตอนในการทำงาน
8. เวลา (Minute) เวลาในการดำเนินงาน
😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀😀
การสร้างกลยุทธ์ด้วย
TOWS
Matrix
ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก |
จุดแข็ง
(Strength) 1 2 3 |
จุดอ่อน 1 2 3 |
|
โอกาส
(Opportunity) 1 2 3 |
SO (กลยุทธ์เชิงรุก) |
WO (กลยุทธ์เชิงแก้ไข) |
|
อุปสรรค
(Threat) 1 2 3 |
ST (กลยุทธ์เชิงป้องกัน |
WT (กลยุทธ์เชิงรับ) |
1. กลยุทธ์เชิงรุก เป็นการจับคู่ระหว่าง
Strength
และ Opportunity (ใช้จุดแข็งร่วมกับโอกาส)
กลยุทธ์ในส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจ เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่เน้นสร้างผลลัพธ์ที่ให้ประโยชน์สูงสุด ผ่านการวิเคราะห์จุดแข็งของธุรกิจร่วมกับโอกาสที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดให้ดียิ่งขึ้น
2. กลยุทธ์เชิงแก้ไข
เป็นการจับคู่ระหว่าง Weakness และ Opportunity
(ใช้โอกาสลดจุดอ่อน)
ทุกธุรกิจล้วนมีจุดอ่อน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องกระบวนการดำเนินงาน หรือการที่ธุรกิจยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาด โดยบางครั้งการอุดจุดอ่อนอาจเป็นเรื่องของจังหวะเวลา ที่จะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจแก้ไขจุดอ่อนหรือลดทอนจุดอ่อนของตัวเองลงไปได้
3. กลยุทธ์เชิงป้องกัน
เป็นการจับคู่ระหว่าง Strength และ Threat
(ใช้จุดแข็งรับมืออุปสรรค)
เป็นการใช้จุดแข็งที่มีอยู่มาป้องกันหรือหลีกเลี่ยงอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรบุคคลหรือเครื่องมือในองค์กรก็ตาม เนื่องจากหลายองค์กรที่กำลังเติบโตอย่างมาก มักมีความต้องการใช้จุดแข็งเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกเพียงอย่างเดียว จนอาจมองข้ามการนำจุดแข็งมาเตรียมรับมือกับอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น
4. กลยุทธ์เชิงรับ
เป็นการจับคู่ระหว่าง Weakness กับ Threat
(แก้ไขจุดอ่อนและเสี่ยงอุปสรรค)
กลยุทธ์แบบนี้จะแตกต่างจากอีก 3 กลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากมีไว้เพื่อรับมือกับสถานการณต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา ไม่ได้ใช้เพื่อหวังมุ่งไปข้างหน้า แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรัรบที่มีไว้เพื่อพยุงสถานการณ์ของที่เกิดขึ้นไม่ให้แย่ลง ด้วยการพยายามบรรเทาปัญหาหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเพิ่ม
**************************************
💗💗ส่วนผสมทางการตลาดสมัยใหม่ 💗💗
การบริหารกับการจัดการ เหมือนหรือต่างกัน อย่างไร ???
เมื่อกล่าวถึงคำว่าการบริหารส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการบริหารราชการ
คำศัพท์ที่ใช้มี 2 คำ คือ การบริหาร (Administration)
นิยมใช้กับการบริหารราชการหรือการจัดการเกี่ยวกับนโยบาย
ศัพท์อีกคำหนึ่ง คือ การจัดการ (Management) นิยมใช้กับการบริหารธุรกิจเอกชนหรือการดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตามคำว่า การบริหารกับคำว่า การจัดการใช้แทนกันได้มีความหมายเหมือนกัน
(สมคิด บางโม. 2538 : 60)
นักบริหารและนักวิชาการให้คำจำกัดความของคำว่า
การบริหารหรือการจัดการไว้ต่าง ๆ กันตามทัศนะของแต่ละบุคคลที่สำคัญได้แก่
ไซมอน (“Simon” 1965 : 4) ให้ความหมายไว้ว่า
การบริหาร หมายถึง
การทำงานของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน
ดรัคเกอร์ (Drucker : 1954 : 12) ได้ให้ความหมายไว้ว่า
การจัดการ หมายถึง ศิลปะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น
คูนตซ์ และไซริล (Koontz and Cyril. 1972 : 43) ให้ความหมายว่า การจัดการ หมายถึง
การดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยอาศัยปัจจัยทั้งหลาย ได้แก่ คน เงิน
วัสดุสิ่งของซึ่งนับว่าเป็นอุปกรณ์ของการจัดการนั้น ๆ
เดล (Dale. 1968 : 43) ได้กล่าวไว้ว่า
การจัดการ คือ กระบวนการจัดหน่วยงานและการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
จากความหมายดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การบริหารและการจัดการเหมือนกันคือ?
การจัดการ (Management) หรืออาจจะเรียกว่า การบริหาร (Administration) หมายถึง ชุดของหน้าที่ต่าง ๆ
ที่กำหนดทิศทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficient)
หมายถึง การใช้ทรัพยากรอย่างเฉลียวฉลาด และคุ้มค่า ส่วนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล
(Effective) หมายถึงการตัดสินใจอย่างถูกต้อง
และมีการปฏิบัติการได้สำเร็จตามแผนที่กำหนดไว้ ดังนั้น
ผลสำเร็จของการจัดการต้องมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลควบคู่กันไป (Griffin,
1997 4)
สรุปได้ว่า การจัดการ (Management)และการบริหาร (Administration)มีสิ่งที่เหมือนกันคือมีเป้าหมายเหมือนกันคือทำให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การบริหารและการจัดการต่างกันอย่างไร???
1. การมุ่งหวังผลกำไร
การบริหาร (Administration) เป็นกระบวนการดำเนินการระดับการกำหนดนโยบาย
หรือกระบวนการบริหารงานใดๆ ขององค์การที่ไม่ต้องการผลกำไรหรือผลประโยชน์ขององค์การ
ผู้บริหารพยายามบริหารงานให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์การ
ผลสำเร็จขององค์การมิได้คำนึงถึงผลตอบแทนที่สมาชิกจะได้รับ แต่ การจัดการ (Management)
เป็นกระบวนการบริหารงานใดๆ
ขององค์การที่ต้องการกำไรโดยผู้จัดการจะต้องทำให้องค์การบรรลุเป้าหมายเพื่อให้องค์การอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่
ซึ่งอยู่ในระบบการแข่งขัน
2. กระบวนการดำเนินการ
การบริหาร (Administration)
เป็นกระบวนการในการดำเนินการเพื่อใช้ให้บุคคลหลายคนเข้ามาร่วมมือกันทำงาน
เป็นการวางแผนการใช้ทรัพยากร แต่การจัดการ (Management)
เป็นกระบวนการเป็นการสร้างเครื่องมือเพื่อให้คนทำงานตั้งแต่การบริหารบุคคล
การเงิน พัสดุ การกำหนดนโยบาย การวางแผน
3. การกำหนด
/ การปฏิบัติ
การบริหาร (Administration) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายขององค์กร
สำหรับการจัดการ(Management) คือการนำนโยบายที่กำหนดขึ้นไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
💗 ทรัพยากรในการบริหาร
**การจัดการหรือการบริหารกิจการต่างๆ จำเป็นต้องมีทรัพยากรอันเป็นปัจจัยพื้นฐานทางการจัดการโดยทั่วไปถือว่าทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสำคัญของการจัดการ มีอยู่ 4 ประการ ซึ่งรู้จักกันในนามของ 4 M ได้แก่
1. คน (Man) เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมขององค์การนั้นๆ
2. เงิน (Money) ใช้สำหรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
3. วัสดุสิ่งของ (Material) อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งอาคารสถานที่
4. การจัดการ ( Management) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ
**ในด้านธุรกิจเอกชนหรือการจัดการธุรกิจ ได้กล่าวถึงปัจจัยการจัดการไว้ว่ามี 6 M โดยเพิ่มเรื่องตลาดจำหน่ายสินค้าและเครื่องจักรกล แต่ในปัจจุบันปัจจัยของการจัดการยุคใหม่ มีกล่าวไว้ถึง 8 ประการหรือ 8M โดยเพิ่มปัจจัยอีก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้านวิธีการทำงานและปัจจัยด้านเวลา มีรายละเอียด ดังนี้
1. คน (Man) เป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมขององค์การนั้นๆ
2. เงิน (Money) ใช้สำหรับเป็นค่าจ้างและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
3. วัสดุสิ่งของ (Material) อุปกรณ์ เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งอาคารสถานที่
4. การจัดการ ( Management) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการ
5. ตลาด (Market) เป็นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าและบริการ
6. เครื่องจักรกล ( Machine) ใช้สำหรับผลิตสินค้าและบริการ
7. วิธีการทำงาน (Method) หมายถึง วิธีขั้นตอนในการทำงาน
8. เวลา (Minute) เวลาในการดำเนินงาน
***************************************************************************
*** ส่วนผสมทางการตลาดสมัยใหม่ ***
การวิจัยตลาดมีลักษณะและกรรมวิธีเหมือนๆกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์โดยทั่วๆไปจะแตกต่างกันก็เฉพาะในเรื่องของเนื้อหาสาระทีทำวิจัยเท่านั้น มีท่านผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิจัยตลาดได้ให้ความหมาย
ไว้ดังนี้
1. อาจารย์วีระ บุญญานุรักษ์ การวิจัยตลาดหมายถึง
การนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการแก้ปัญหาทางด้านการตลาด
2. อาจารย์ประยูร บุญประเสริฐ การวิจัยตลาด หมายถึง
การนำเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสังเกต ทดลอง
บันทึกและสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับตัวผู้บริโภคและสภาพความเป็นไปของตลาด
3. Peter D. Bennet กล่าวว่า การวิจัยตลาด
หมายถึง กิจกรรมที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้บริโภค
ลูกค้าและสาธารณชนกับนักการตลาดให้เข้าถึงกันโดยผ่านทางข้อมูลข่าวสาร
ซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการค้นหาปัญหาทางการตลาดและโอกาสทางการตลาดการประมวล
การกลั่นกรอง การประเมินผลการดำเนินงานทางด้านการตลาดและถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงความเข้าใจในเรื่องกระบวนการทางตลาด
4. Philip Kotler กล่าวว่า การวิจัยตลาด
หมายถึง การออกแบบ การเก็บรวบรวม การวิเคราะห์
และการรายงานข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยผลสรุปที่ได้จากการวิจัยจะเป็นประเด็นเฉพาะสถานะการณ์ทางการตลาดที่บริษัทกำลังเผชิญอยู่
5. สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า
การวิจัยตลาดเป็นการรวบรวม
การจดบันทึกและการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ ทางด้านการตลาด
อย่างมีระบบแบบแผน ทั้งนี้ เพื่อช่วยฝ่ายบริหารในการแก้ปัญหา หาโอกาสทางการตลาด
และการตัดสินใจหาข้อสรุปทางการตลาด
6. เป็นการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์
มาใช้ในการรวบรวมบันทึก และวิเคราะห์ ข้อมูลอย่างมีระบบเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับตลาด
7. เป็นการสำรวจ ทดลอง สังเกต
แล้วทำการบันทึก รวบรวมเพื่อเอามาวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด ผู้บริโภคอย่างถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ
8. การรวบรวมการจดบันทึก
และการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับตลาด อย่างมีระบบ
9. การเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์วิจัยความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่มีความสัมพันธ์กับการตลาด
อันนำมาซึ่งข้อเสนอแนะที่จะช่วยแก้ปัญหาทางการตลาดที่เกิดขึ้น
10. การค้นหาและการศึกษาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับปัญหาทางการตลาดอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
จากความหมายของการวิจัยตลาด
พิจารณาเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก ซึ่งอาจสามารถสรุปได้ดังนี้คือ
1. เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ
2. เป็นการศึกษา สนใจในเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหาในเรื่องการตลาด
สินค้าหรือบริการ
3. ประกอบด้วยกระบวนการค้นคิด วิเคราะห์สังเคราะห์อย่างเป็นระบบ
ได้แก่ การรวบรวม การบันทึกข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการที่น่าเชื่อถือ
4. มุ่งหวังที่จะล่วงรู้ความต้องการในจิตใจของผู้บริโภค
ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย หรือตลาดเป้าหมาย (Target Marketing) เพื่อการวางแผนและตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งทางการตลาด